• วันจันทร์ , 25 กันยายน 2017
Breaking News

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความแปรปรวนของสภาพอากาศ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change)  ตามความหมายของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่สามารถพิสูจน์ได้ทางสถิติของสภาพภูมิอากาศจากภาวะปกติหรือเกินไปจากความแปรผันตามธรรมชาติและการเปลี่ยนไปนั้นมีความต่อเนื่องยาวนานเกินทศวรรษ ซึ่งสามารถเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติหรือการเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์

ความหมายนี้จะแตกต่างไปจากUnited Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ที่ให้ความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นผลทางตรง หรือทางอ้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่ทำให้องค์ประกอบของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากความผันแปรตามธรรมชาติ (IPCC, 2007)

ความแปรปรวนของสภาพอากาศ (Climate Variability) หมายถึง ภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนไปจากปกติ ในช่วงเวลาที่มากกว่าช่วงฤดูกาลหรือช่วงปี เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าวันต่อวันแบบสภาพอากาศ (Weather) เช่น หน้าฝนในบางปีมีฝนตกน้อยกว่าปีอื่นๆ หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าความแปรปรวนของสภาพอากาศ คือ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระดับที่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของปีอื่นๆ แต่ไม่ส่งผลแตกต่างทางสถิติในระดับยาวนานหรือระดับภูมิอากาศ (Climate)(Keely, 2011)

Enso_normal

สภาวะปกติ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศมีหลายปัจจัย เช่น การระเบิดของภูเขาไฟ การเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) บางปัจจัยก็ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา แต่ปัจจัยที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) และลานีญา (La Nina)

ซึ่งโดยปกติบริเวณของมหาสมุทรมีการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากการพัดของลมสินค้าในมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างมหาสมุทรแปซิฟิก ลมสินค้าจะพัดให้กระแสน้ำผิวหน้าไหลจากทิศตะวันออก (ทิศตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ แถบประเทศเอกวาดอร์ เปรู) ไปยังทิศตะวันตก (แถบประเทศอินโดนีเซีย ปาปัวนิวกีนี ออสเตรเลีย)

เมื่อกระแสน้ำผิวหน้าของมหาสมุทรแปซิฟิกเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก จะมีกระแสน้ำลึก ซึ่งเป็นกระแสน้ำเย็นเคลื่อนที่ขึ้นมายังผิวน้ำบริเวณทิศตะวันออก ส่งผลให้บริเวณชายฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิต่ำลง แต่ในขณะเดียวกัน กระแสน้ำด้านทิศตะวันตกจะมีการสะสมความร้อน และมีไอน้ำบริเวณผิวของมหาสมุทรมากขึ้น จึงทำให้อากาศมีการยกตัวขึ้นในแนวดิ่ง บริเวณชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกจึงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นมาก แต่ถ้าลมสินค้ามีการพัดที่ผิดปกติ จะทำให้การเคลื่อนที่ของกระแสน้ำผิวหน้าของมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนไป เกิดปรากฏการณ์ได้ 2 แบบ คือ เอลนีโญ และลานีญา

เอลนีโญ

Enso_elnino

สภาวะเอลนีโญ

เมื่อลมสินค้ามีกำลังอ่อนกว่าปกติ ทำให้กระแสน้ำผิวหน้าของมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งเป็นกระแสน้ำอุ่นเคลื่อนที่ไปยังทิศตะวันตกได้น้อย ซ้ำยังเคลื่อนที่กลับมาแทนที่กระแสน้ำเย็นบริเวณชายฝั่งตะวันออก ส่งผลให้ชายฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกมีการสะสมความร้อนและความชื้นแล้วเกิดพายุฝนขึ้น แต่ในขณะเดียวกันชายฝั่งตะวันตกก็ไม่มี กระแสน้ำอุ่น เคลื่อนที่เข้ามา ส่ง ผลให้ชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดความแห้งแล้งขึ้น เรียกปรากฏการณ์ที่ผิวน้ำทะเลที่อุ่นพัดมาแทนที่กระแสน้ำเย็นนี้ว่า เอลนีโญ

ลานีญา

Enso_lanina

สภาวะลานีญา

เมื่อลมสินค้ามีกำลังแรงมากกว่าปกติ ทำให้กระแสน้ำผิวหน้าของมหาสมุทรแปซิฟิกเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกมากขึ้น ส่งผลให้บริเวณชายฝั่งตะวันออกของมหาสมทุรแปซิฟิกมีความแห้งแล้งมากกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน บริเวณชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกกลับมีการสะสมอุณหภูมิและไอน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้นกว่าเดิม เรียกปรากฏการณ์ที่ผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกตินี้ว่า ลานีญา (NOAA, 2014)

ที่มา

  1. IPCC Fourth Assessment Report: Climate Change, 2007 Contribution of Working Group I to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change, 2007 Solomon, S., D. Qin, M. Manning, Z. Chen, M. Marquis, K.B. Averyt, M. Tignor and H.L. Miller (eds.) Cambridge University Press, Cambridge, United Kingdom and New York, NY, USA.
  2. www.miseagrant.umich.edu/downloads/climate/11-703-Climate-Variability-and-Climate-Change.pdf
  3. www.ncdc.noaa.gov/teleconnections/enso/indicators/index.php?year=2009&month=6&submitted=true

 

Related Posts