• วันอังคาร , 19 ธันวาคม 2017
Breaking News

สถานการณ์ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา ผลกระทบและการแก้ไข

GISTDA

บ่อขยะไฟไหม้ สาเหตุ ปัญหาและการป้องกัน

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ ที่บ่อขยะแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในวงกว้างอันเนื่องมาจาก ไอความร้อน กลิ่น ควัน และสารพิษที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นบทเรียนที่ดีให้กับสังคมไทยได้ตั้งคำถามถึงระบบการจัดการขยะมูลฝอย และภัยอันตรายที่ถูกสะสมไว้ในบ่อขยะต่างๆ ทั่วประเทศ อีกทั้งยังได้กระตุ้นเตือนหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบในการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เพิ่มมาตรการในการดูแลจัดการปัญหาขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

บ่อขยะ ที่ไม่ได้รับการจัดการ ก็ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาของปัญหามลพิษ

สำหรับในประเทศไทย หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบขยะมูลฝอยชุมชน ได้แก่ หน่วยงานเทศบาลต่างๆ ซึ่งจะต้องจัดให้มีบริการขนส่งขยะมูลฝอยจากบ้านเรือนและจัดหาสถานที่ซึ่งมีความเหมาะสมในการฝังกลบกากของเสียโดยถูกสุขลักษณะซึ่งเรียกว่า หลุมฝังกลบแบบถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill) และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชน แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นหลุมฝังกลบมูลฝอยที่มีกระจายทั่วประเทศบางส่วนที่ดำเนินการอยู่ไม่ได้รับการจัดการที่ดี เช่น ไม่มีการคัดแยกประเภทก่อนฝัง ไม่มีการดาดที่ผิวบ่อ ไม่มีระบบรวบรวมก๊าซและป้องกันเพลิงไหม้ ไม่มีการป้องกันสัตว์รบกวน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เปิดอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกคนมักง่ายลักลอบทิ้งขยะมูลฝอยชุมชนและกากของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม จนเกิดเป็นกองขยะ (dumping area) ที่ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ดังที่ปรากฏเป็นข่าว เช่น ในจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี เป็นต้น อีกทั้งผู้ขนส่งและผู้รับกำจัดบางรายก็มิได้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากขยะมูลฝอย จึงเป็นเพียงแค่บ่อรวบรวมขยะที่รอเวลาจะปะทุเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ต่อไป ดังเช่นบ่อขยะแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ หรือบ่อขยะพบพระในจังหวัดตาก ที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่จนเป็นข่าวดังที่ผ่านมา

เมื่อมีองค์ประกอบของการเกิดไฟในบ่อขยะ ซึ่งได้แก่ เชื้อเพลิง อากาศ และประกายไฟ(หรือความเข้มข้นที่มากพอของก๊าซมีเทน) จึงเกิดเพลิงไหม้ได้ทั้งที่ผิวบนกองขยะและจากด้านในชั้นขยะ ซึ่งเต็มไปด้วยสารอินทรีย์ สารเคมี และวัสดุติดไฟชนิดต่างๆ  ซึ่งเมื่อวัสดุเหล่านี้ลุกไหม้อย่างไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ฝุ่นและเขม่าควันซึ่งทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจและบดบังทัศนวิสัยในการเดินทาง ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์(CO) ซึ่งจับตัวได้ดีกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงทำให้เกิดอาการหน้ามืด ขาดอากาศ เวียนศีรษะ เมื่อได้รับเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ถึงตายได้ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองตา แสบจมูก รบกวนระบบทางเดินหายใจ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดฝนกรด นอกจากนี้ การเผาไหม้วัสดุบางประเภท เช่น พลาสติกหรือโฟม จะทำให้เกิดสารไดอ็อกซินและฟิวแรน (dioxins/furans) ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนังและเป็นสารก่อมะเร็ง

นอกจากนี้ เมื่อต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาลเพื่อการดับเพลิง ก็ทำให้สารพิษจากการเผาไหม้ดังที่กล่าวมาถูกชะลงไปกับน้ำดับเพลิง ซึ่งเมื่อรวมกับน้ำชะขยะเดิมที่มีในบ่อขยะก็จะมีค่าความสกปรกสูงขึ้น อีกทั้งเพลิงไหม้อาจทำให้โลหะหนักและสารเคมีอื่นๆ ที่เคยถูกบรรจุในภาชนะถูกปลดปล่อยลงมาปนเปื้อนกับน้ำ หากไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธีก็ปนเปื้อนในแหล่งน้ำสาธารณะหรือน้ำใต้ดิน ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำอย่างต่อเนื่องและยากต่อการฟื้นฟู

อะไรอยู่ในบ่อขยะ

บ่อขยะที่คนไทยเรียกกันติดปากหรือศัพท์ในทางวิชาการที่เรียกว่าหลุมฝังกลบ(Landfill) หมายถึง พื้นที่เปิดซึ่งมีการขุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ใช้เป็นแหล่งกำจัดกากของเสียในขั้นสุดท้าย โดยมีรวบรวมขยะมูลฝอยและกากของเสียที่ผ่านกระบวนการบดอัดแล้วฝังลงในหลุม และปิดทับด้วยชั้นดินเพื่อให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติในระยะเวลาอีกหลายปีข้างหน้า หลุมฝังกลบแบ่งออกได้ 2 ประเภท ตามชนิดของกากของเสียที่นำมากำจัด ได้แก่ หลุมฝังกลบตามหลักสุขาภิบาล (sanitary landfill) ซึ่งใช้ฝังกลบขยะมูลฝอยทั่วไปที่ไม่เป็นขยะอันตราย เช่น มูลฝอยชุมชน จากบ้านเรือน ตลาดสด อาคารสำนักงานและหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย (secure landfill) ซึ่งใช้ฝังกลบขยะอันตรายจำพวกกากอุตสาหกรรม

มูลฝอยทั่วไปจากอาคารบ้านเรือน จะถูกรวบรวมโดยรถบรรทุกขยะและนำไปรวบรวม ไปยังสถานีขนถ่ายมูลฝอยเพื่อคัดแยกประเภท ตัดย่อขนาด หรือบดอัด และมูลฝอยที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกจะถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบ เพื่อให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ ทั้งนี้ ในกระบวนการย่อยสลายมูลฝอยโดยธรรมชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบกว่าครึ่งเป็นสารอินทรีย์เหล่านี้  จะเริ่มต้นจากการย่อยสลายโดยแบคทีเรียที่ใช้อากาศ (aerobic) จนเมื่อก๊าซออกกซิเจนหมด จะเกิดกระบวนการย่อยสลายแบบไร้อากาศ (anaerobe) เกิดกระบวนการหมัก (fermentation) จนเกิดเป็นกรดอินทรีย์และก๊าซชีวภาพ เช่น ก๊าซแอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ก๊าซไฮโดรเจน และก๊าซมีเทน ซึ่งกรดอินทรีย์นั้นนอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวอันก่อความเดือดร้อนรำคาญได้แล้ว เมื่อรวมกับน้ำฝนที่ตกลงบนหลุมฝังกลบที่ไม่มีการปิดคลุมอย่างดี จะทำให้เกิดน้ำชะขยะที่มีความสกปรกสูงในปริมาณมาก ซึ่งต้องมีกระบวนการรวบรวมและบำบัดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนลงไปในชั้นน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ส่วนก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นนั้นนอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนแล้วยังมีก๊าซมีเทนเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีซึ่งหากไม่มีระบบรวบรวมก๊าซออกมาจากชั้นขยะแล้ว เมื่อเกิดความร้อนสะสมมากๆ ทำให้ปะทุติดไฟได้เองจนเกิดระเบิด และเป็นสาเหตุของไฟไหม้บ่อขยะดังที่เป็นข่าว ทั้งนี้การเกิดไฟไหม้หลุมฝังกลบขยะสามารถพบเห็นได้ในทั่วโลก แม้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอังกฤษ ซึ่งมีมาตรการและเทคโนโลยีฝังกลบที่ดีกว่าเรา เนื่องจากหลุมฝังกลบซึ่งต้องรองรับมูลฝอยที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของประชากรและลักษณะของมูลฝอยที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะสามารถพบมูลฝอยประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก และสารเคมีบางประเภทซึ่งติดไฟได้ง่ายปนมากับขยะมูลฝอยชุมชนนั่นเอง

ข้อมูลจากโครงการสำรวจและวิเคราะห์องค์ประกอบขยะมูลฝอยชุมชนของเทศบาลทั่วประเทศ ในปี 2545  โดย กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้สำรวจข้อมูลของมูลฝอยชุมชน และจากผลสรุปในภาพรวมของทั้งประเทศพบว่าในมูลฝอยชุมชนนั้นจะประกอบไปด้วย เศษอาหาร/อินทรีย์สาร พลาสติก และกระดาษมากที่สุดตามลำดับ และนอกจากนี้ ยังมี แก้ว โลหะ ไม้ ยางละหนัง เศษผ้า และอื่น ๆ ดังตาราง

ตารางแสดงปริมาณร้อยละขององค์ประกอบของขยะมูลฝอยชุมชน

รายละเอียด องค์ประกอบของขยะมูลฝอย (ร้อยละโดยน้ำหนักเปียก)
เศษอาหาร/อินทรีย์สาร กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ ไม้ ยาง/หนัง ผ้า อื่นๆ
เฉลี่ย 63.57 8.19 16.83 3.47 2.10 0.74 0.50 1.37 3.23

 

ที่มา : จากการออกภาคสนามของศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วงเดือน มิถุนายน-สิงหาคม และ ช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2546; ในรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการสำรวจและวิเคราะห์องค์ประกอบขยะมูลฝอยชุมชนของเทศบาลทั่วประเทศ

ซึ่งมูลฝอยชุมชนเหล่านี้ หากได้รับการคัดแยกที่ดีตั้งแต่ต้นทาง จะสามารถนำไปผ่ากระบวนการและนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) หรือนำไปเป็นวัสดุทดแทนให้กับกระบวนการอื่นๆ ได้ เช่น พลาสติก กระดาษ และไม้ เป็นต้น

แนวทางการป้องกันไฟไหม้หลุมฝังกลบ

การป้องกันไฟไหม้หลุมฝังกลบนั้น สามารถทำได้โดยเริ่มจากการออกแบบหลุมฝังกลบของผู้รับกำจัด เช่น หลุมฝังกลบเทศบาล หรือหลุมฝังกลบของบริษัทเอกชน จะต้องมีการคัดเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์ และมีระบบรวมก๊าซชีวภาพที่เหมาะสม ซึ่งจะสามารถน้ำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกได้ด้วย ในขณะเดียวกันทางภาคประชาสังคมโดยความร่วมมือของประชาชน เจ้าของกิจการ ห้างร้าน อาคารสำนักงาน เอกชน และหน่วยงานราชการต่างๆ จะต้องร่วมมือกันคัดแยกขยะมูลฝอย และนำแนวทาง 3Rs อันได้แก่ การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และนำกลับไปใช้ใหม่ (Recycle) ให้มีปริมาณมูลฝอยที่จะนำไปฝังกลบเป็นปริมาตรน้อยที่สุด นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ในการกำจัดกากมูลฝอยที่ขั้นปลาย เช่น การนำวัสดุบางประเภทไปใช้ประโยชน์ในเตาเผาปูนซีเมนต์ หรือการเผาในเตาเผาขยะที่ถูกสุขาภิบาล ซึ่งจะช่วยลดภาระที่ดินฝังกลบและป้องกันกลิ่นเหม็นเดือดร้อนรำคาญจากหลุมฝังกลบได้

แนวทางในการออกแบบหลุมฝังกลบอย่างถูกสุขาภิบาล

1. การคัดเลือกทำเลที่ตั้ง

สถานที่ๆ จะนำมาคัดเลือกเป็นหลุมฝังกลบ ที่ห่างไกล ชุมชน โบราณสถาน เขตอนุรักษ์ พื้นที่ลุ่มน้ำ ที่ราบน้ำท่วมถึง และแหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นรบกวน และการปนเปื้อนของมลสารออกสู่สิ่งแวดล้อม

2. วัสดุปูรอง

เพื่อป้องกันการรั่วไหล ของน้ำชะขยะ โลหะหนัก หรือสารเคมีปนเปื้อนที่มากับขยะมูลฝอยลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน ก่อนเริ่มฝังกลบต้องมีการออกแบบให้ ใช้ดินเหนียวบดอัดแน่นน้ำซึมผ่านได้น้อยเป็นฐานรอง และปูรองอีกชั้นด้วยแผ่นพลาสติกประเภท (HDPE) ซึ่งจะทนต่อการกัดกร่อนได้ดีและมีอายุการใช้งานยาวนาน

3. ติดตั้งต่อรวบรวมน้ำชะขยะ (Leachate) เพื่อนำไปบำบัด

น้ำชะขยะมูลฝอยซึ่งไหลซึมออกจากขยะมูลฝอย มีค่าความสกปรกสูงจากสารอินทรีย์ที่ย่อยสลาย สารเคมี โลหะ และวัสดุประเภทต่างๆ ที่ปะปนมากับมูลฝอย  หากไม่มีระบบรวบรวมและนำไปบำบัดที่ดีจะเกิดการปนเปื้อนลงในชั้นดินได้ ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบระบบท่อรวบรวมน้ำชะขยะและระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมบริเวณหลุมฝังกลบ นอกจากนี้ควรมีการออกแบบระบบระบายน้ำฝนแยกออกจากน้ำชะขยะ เพื่อลดปริมาณการเกิดน้ำชะขยะและป้องกันการปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยมีบ่อรวบรวมและติดตามคุณภาพน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

4. ติดตั้งบ่อตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำบาดาล

บ่อติดตามการปนเปื้อนของน้ำบาดาล ใช้ในการสังเกตการปนเปื้อนของชั้นน้ำบาดาล โดยมีการติดตั้งโดยรอบหลุมฝังกลบอย่างเหมาะสม และต้องมีการเก็บตัวอย่างน้ำบาดาลเพื่อไปวิเคราะห์หาค่าความสกปรก ซึ่งอาจจะเกิดจากการปนเปื้อนลงในชั้นน้ำใต้ดิน หากตรวจพบการปนเปื้อนก็จะสามารถเร่งดำเนินการแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดการปนเปื้อนรุนแรง

5. จัดระเบียบขยะมูลฝอยที่นำมาฝังกลบและบดอัดแน่น

ขยะมูลฝอยที่นำมาฝังกลบจะต้องผ่านการคัดแยกประเภท ลดขนาดด้วยการตัดย่อย และลดปริมาตรด้วยการบดอัดให้แน่นด้วยรถบดอัด เพื่อป้องกันลมพัด และป้องกันการรื้อคุ้ยของสัตว์บางประเภทด้วยการปิดคลุมอย่างดี

6. ใช้ดินกลบที่ผิวหน้าในแต่ละวันที่สิ้นสุดการฝังกลบ

เพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นรบกวน และลมพัด จึงต้องมีการปิดหลุมทุกวันด้วยดินกลบ หรือ แผ่นพลาสติกปิดคลุม ทั้งนี้การปิดคลุมจะช่วยป้องกันสัตว์ที่จะมารื้อค้นกองขยะด้วย เช่น สุนัข นก และหนู เป็นต้น

7. ท่อระบายก๊าซชีวภาพที่ฝังลึกลงไปในชั้นฝังกลบ เพื่อป้องกันการระเบิดและติดไฟ

สำหรับหลุมฝังกลบที่มีขนาดใหญ่และประมาณการเกิดก๊าซชีวภาพได้มากพอที่จะทำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง จะต้องมีการติดตั้งท่อรวบรวมก๊าซเพื่อนำก๊าซชีวภาพไปบำบัดให้มีคุณภาพที่เหมาะสมจะนำไปเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนในการผลิตไฟฟ้า และในหลุมฝังกลบบางแห่งซึ่งอาจมีปริมาณก๊าซที่ไม่มากพอจะลงทุนทำระบบผลิตไฟฟ้า จะต้องติดตั้งระบบหัวเผาก๊าซมีเทน ซึ่งอยู่สูงขึ้นมาจากหลุมฝังกลบประมาณ 3-4 เมตร

8. ใช้ดินเหนียวเพื่อปิดกลบในขั้นสุดท้าย และปรับภูมิทัศน์เพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต

ในขั้นตอนสุดท้ายของการฝังกลบ จะต้องปิดฝังด้วยชั้นดินเหนียวและตามด้วยชั้นดินเดิมตามธรรมชาติของพื้นที่ อาจมีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามเหมาะสม ด้วยการปลูกพรรณไม้ตามท้องถิ่น เพื่อให้สามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทำสวนสาธารณะ สนามกีฬา หรือสนามกอล์ฟ  เป็นต้น

 

อ้างอิง

1. กรมควบคุมมลพิษ, www.pcd.go.th

2. กรมควบคุมมลพิษ (2552), การกำจัดขยะมูลฝอยแบบฝังกลบอย่างถูกสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)

3. กรมควบคุมมลพิษ (2545), รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการสำรวจและวิเคราะห์องค์ประกอบขยะมูลฝอยชุมชนของเทศบาลทั่วประเทศ

4. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (2548), ตำราระบบการจัดการมลพิษกากอุตสาหกรรม

5. รศ.ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล; หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ “เคาะปม ‘ไฟไหม้บ่อขยะ’ ใครคือตัวการ”, 22 มีนาคม 2557

Related Posts